พระอุรุเวลกัสสปเถระ
จิตติเทพ นาอุดม.
พธ.บ.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
ศศ.ม.สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา(ปรัชญาและศาสนา)
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
พระอุรุเวลกัสสปะ
ท่านมีชื่อตามโคตรว่า กัสสปะ ต่อมาบวชเป็นฤาษี ตั้งอาศรมอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา
จึงได้นามว่า อุรุเวลกัสสปะ บิดาและมารดา เป็นคนวรรณะพราหมณ์ ไม่ปรากฏชื่อในตำนาน
เกิดที่ กรุงพาราณสี ก่อนหน้าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายทรงอุบัติ การศึกษา
เรียนจบไตรเพท
อุรุเวลกัสสปะ
มีน้องชาย ๒ คน ชื่อตามโคตรว่า กัสสปะ เหมือนกันทั้ง ๒ คน แต่ต่อมา
เมื่อออกบวชเป็นฤาษี คนกลางได้ตั้งอาศรมอยู่ที่ทางโค้งแม่น้ำคงคา จึงได้นามว่า นทีกัสสปะ
คนเล็กได้ ตั้งอาศรมอยู่ที่ ตำบลคยาสีสะ จึงได้นามว่า คยากัสสปะ
อุรุเวลกัสสปะ
มีบริวาร ๕๐๐ คน นทีกัสสปะ มีบริวาร ๓๐๐ คน คยากัสสปะ มีบริวาร ๒๐๐ คน
ต่างสอนไตรเพทแก่บริวารของตน ต่อมาคนทั้ง ๓
นั้นตรวจดูสาระประโยชน์ในคัมภีร์ทั้งหมดของตน
ได้เห็นแต่เพียงประโยชน์ในปัจจุบันเท่านั้น เกิดความยินดีในการบวช
จึงชักชวนกันออกบวชเป็นฤาษี บำเพ็ญพรตด้วยการบูชาไฟ ตั้งอาศรมอยู่ที่ตำบลต่าง ๆ
ดังกล่าวแล้ว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงส่งพระอรหันต์
๖๐ รูป ไปประกาศ พระศาสนายังแคว้นต่างๆ
แล้วพระองค์ได้เสด็จดำเนินไปลำพังพระองค์เดียวมุ่งสู่แคว้นมคธ ทรงทราบดีว่า
ท่านอุรุเวลกัสสปะ เป็นผู้มีอายุมาก เป็นที่เคารพนับถือของชาวมคธ
จึงทรงมุ่งหมายไปที่ท่าน เพราะถ้าสามารถโปรดท่านได้แล้ว
จะได้ชาวมคธอีกเป็นจำนวนมาก ในระหว่างทางได้ทรงเทศนาโปรดภัททวัคคีย์กุมาร ๓๐ คน
ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้แล้ว ส่งไปประกาศพระศาสนา
จึงเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ตรัสขอที่พักกับอุรุเวลกัสสปะๆ
ไม่เต็มใจต้อนรับ จึงบอกให้ไปพักในโรงไฟ ชึ่งมีนาคราชดุร้าย มีฤทธิ์มีพิษร้ายแรง
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จเข้าไปยังโรงไฟ ทรงปูลาดสันถัดหญ้า
ประทับนั่งคู้บัลลังก์ตั้งพระกายตรงดำรงพระสติไว้ เฉพาะหน้าอย่างมั่นคง
นาคราชไม่ได้ทำอันตรายใดๆ จนถึงรุ่งเช้าวันใหม่ อุรุเวลกัสสปะก็ยังคิดว่า
ถึงอย่างไรพระมหาสมณะนี้ก็คงไม่ได้เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกับเขาว่า
กัสสปะ เธอยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์หรอก และแม้แต่ข้อปฏิบัติที่จะทำให้เป็นอรหันต์ของเธอก็ยังไม่มีเลย
อุรุเวลกัสสปะได้ซบศีรษะลงที่พระบาทแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์พึงได้การบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด
พระศาสดาตรัสว่า กัสสปะ เธอเป็นนายก เป็นผู้เลิศ เป็นประมุข เป็นประธานของชฎิล ๕๐๐
คน เธอจงบอกลาชฎิลเหล่านั้นเสียก่อน อุรุเวลกัสสปะ จึงเข้าไปหาชฎิลเหล่านั้นแล้วกล่าวว่า
ชาวเราเอ่ย เราต้องการจะประพฤติพรหมจรรย์ ในพระมหาสมณะ ขอพวกท่านจงทำตาม
ที่เข้าใจเถิด พวกชฎิลกล่าวว่า
แม้พวกเราทั้งหมดก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะนั้นด้วยเหมือนกัน
ได้พากันปล่อยบริขาร และเครื่องบูชาไฟลอยไปในน้ำ
แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พวกข้าพระองค์พึงได้การบรรพชา และอุปสมบท ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว
พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด
พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบท ของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น
พระอุรุเวลกัสสปะ
พร้อมทั้งบริวาร ลอยบริขาร และเครื่องบูชาไฟไปในแม่น้ำ น้องชายทั้งสองทราบ
จึงมาขอบวชในสำนักของพระศาสดา พร้อมกับบริวารทั้งหมด
ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ แล้วทรงพาภิกษุ ๑๐๐๓ รูปนั้น
เสด็จไปยังคยาสีสะตำบล ประทับนั่งบนแผ่นหิน
ทรงให้สมณะทั้งหมดนั้นดำรงอยู่ในพระอรหัต ด้วยอาทิตตปริยายเทศนา
ใจความย่อแห่งอาทิตตปริยายเทศนาว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นของร้อน
ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะ ไฟ คือโทสะ ไฟ คือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด
เพราะความแก่ เพราะความตาย เพราะความเศร้าโศก เพราะความคร่ำครวญ เพราะความทุกข์
เพราะความโทมนัส เพราะความคับแค้นใจ
พระอุรุเวลกัสสปะ
เป็นกำลังสำคัญยิ่งในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแคว้นมคธ ตามตำนานเล่าว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาภิกษุ ๑๐๐๓ รูปนั้น เสด็จไปถึงเมืองราชคฤห์
ประทับที่สวนตาลหนุ่ม ชื่อ ลัฏฐิวัน พระเจ้าพิมพิสาร
พระเจ้าแผ่นดินแคว้นมคธทรงทราบข่าว จึงพร้อมด้วยข้าราชบริพารเสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้า
พระพุทธองค์ ทอดพระเนตรเห็นข้าราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสาร
มีกิริยาอาการไม่อ่อนน้อม จึงตรัสสั่งให้พระอุรุเวลกัสสปะ
ประกาศให้คนเหล่านั้นทราบว่า ลัทธิของท่านไม่มีแก่นสาร ท่านได้ทำตามพระพุทธดำรัส
คนเหล่านั้นสิ้นความสงสัย ตั้งใจฟังพระเทศนาอนุปุพพิกถา และอริยสัจ ๔ เวลาจบเทศนา
พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยบริวาร ๑๑ ส่วน ได้ดวงตาเห็นธรรม คือ บรรลุโสดาปัตติผล
อีก ๑ ส่วน ดำรงอยู่ในสรณคมน์
พระอุรุเวลกัสสปะ
ได้รับยกย่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ผู้มีบริวารมาก เพราะท่านสามารถอบรมสั่งสอนเขาด้วยคุณต่างๆ ได้
และเพราะท่านได้ทำบุญเอาไว้ใน พระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน
สมัยที่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ เสด็จอุบัติในโลก พระอุรุเวลกัสสปะ ได้เกิดเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหังสวดี
ได้ไปฟังธรรมของพระองค์ และได้เห็นพระองค์ทรงตั้งพระสาวกในตำแหน่ง
เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้มีบริวารมาก เกิดความพอใจ อยากได้ฐานันดรนั้นบ้าง
จึงได้ทำบุญมีทานเป็นต้น กับพราหมณ์อีก ๑๐๐๐ คน แล้วตั้งความปรารถนา
พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นว่า ความปรารถนาของเขาจะสำเร็จ
จึงได้พยากรณ์ว่าต่อไปนี้อีกแสนกัปป์ จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาทรง
พระนามว่าโคดม และได้ฐานันดรนั้น ท่านได้บำเพ็ญบารมีตลอดมาถึงสมัยของพระศาสดาทรงพระนามว่า
ผุสสะ ทั้ง ๓ พี่น้อง ได้เป็นราชอำมาตย์ในพระนครพาราณสี ได้บำเพ็ญกุศลกรรมบถ ๑๐
ประการให้บริบูรณ์ และอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าด้วยความศรัทธา และความเคารพ
ชาติสุดท้ายจึงได้เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ผู้มีความสุข สมบูรณ์ในพระนครพาราณสี
และได้รับฐานันดรตามที่ปรารถนาไว้
การบูชายัญ
ล้วนแต่มุ่งหมาย รูป เสียง กลิ่น รส และสตรี ข้าพระพุทธเจ้ารู้ว่า
นั่นเป็นมลทินในขันธ์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงไม่ยินดีในการเซ่นสรวง และการบูชายัญ
ส่วนพระอุรุเวลกัสสปะ ได้เป็นกำลังสำคัญช่วยพระศาสดาประกาศพระศาสนาในแคว้นมคธ
สุดท้ายได้ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ดุจดวงประทีปที่โชติช่วงชัชวาลแล้วมอดดับไป
-------------------------------------------------------
เอกสารและสิ่งอ้างอิง
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่
๔ ,https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&&i=149&p=2.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น